ข้อความบางตอน
ข้อความบางตอนใน "พลิกแผ่นดิน"
ยื่นคำขาดพระปกเกล้า
หนังสือทูลเชิญที่เป็นคำขาดกลาย ๆ กล่าวว่า
"ด้วยคณะราษฎรข้าราชการทหารและพลเรือนได้ยึดอำนาจการปกครองไว้แล้ว และได้เชิญสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ
มีสมเด็จพระพี่ยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน
ถ้าคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็ต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน
คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันยิ่งใหญ่ ก็เพื่อจะมีพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายใน
1 ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์"
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็รีบมีพระราชหัตถ์เลขาตอบทันที ถึงผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร
ความว่า
"คณะทหารมีความปรารถนาจะเชิญให้กลับพระนครเป็นกษัตริย์อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎรไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ
ไม่ให้ขึ้นชื่อว่า
จลาจลเสียหารแก่บ้านเมือง
จึงยอมรับที่จะเป็นตัวเชิดเพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาล
ให้เป็นรูปวิธีเปลี่ยนแปลง ตั้งพระธรรมนูญ ฯ โดยสะดวก ฯ"
สำหรับพระปกเกล้า ฯ แสดงพระองค์ว่า ไม่ปริวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่การเมืองเรื่องเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้พระองค์กลายเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเช่นนี้เป็นเรื่องใหญ่หลวงยิ่งนัก
จะให้พระองค์ปราศจากความหวั่นไหวได้อย่างไร แท้ที่จริงแล้วทรงกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
ในคืนวันที่ 24 มิถุนายน หลังจากพบกับหลวงศุภชลาศัยแล้ว "ฉันนอนไม่หลับเลยทั้งคืน
สงสัยว่า ความรู้สึกของฉันคืนวันนั้น คงจะคล้ายกับทหารในเวลาสงคราม ซึ่งจะต้องเข้าประจันบานกับข้าศึกในวันรุ่งขึ้น"
(พระราชหัตถ์เลขาพระปกเกล้าถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์)
อีกตอนหนึ่ง
ส่วนพระปกเกล้าฯทรงเสียพระทัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงพระประชวรหนัก
เมื่อผู้แทนคณะราษฎรกลับแล้ว ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิสกุล ทรงบันทึกเหตุการณ์ตอนนั้นไว้ว่า
"เล่ากันว่า ในหลวงทรงพระกรรแสง เมื่อเห็นพระยาศรีวิสารวาจา (หุ่น ฮุนตระกูล)
และทรงตรัสว่า
"ตาหุ่น แกรู้แล้วมิใช่หรือว่า ฉันจะให้รัฐธรรมนูญ ! ทำไมจึงต้องทำให้ฉันอับอายเขาถึงเช่นนี้"
พระยาศรีวิสารฯ ก็ร้องไห้ ทูลตอบ่า "ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้รู้เห็นเลยจริง
ๆ " และมีหลายคนที่อายในหลวงจนร้องไห้เหมือนกัน
พอกลับกันแล้ว ในหลวงก็ประชวรพระวาโยถึงสลบ ต้องฉีดยาและถวายการรักษาพยาบาลอยู่ตลอดคืน"
อีกตอนหนึ่ง
เรื่องการเปลี่ยนแปลงธรรมศาสตร์ มิใช่จะมีขึ้นเฉพาะการเปลี่ยนชื่อเท่านั้น หลังจากกรณีกบฎวังหลวง
26 กุมภาพันธ์ 2492 ก็มีข่าวร้ายออกมาเป็นระยะ ข่าวร้ายอันหนึ่งในปี 2493 ได้แก่
"การยุบ" ว่าจะมีการยุบและย้าย ม.ธ.ก. จะให้ย้ายออกไปนอกเมือง จะใช้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ท่าพระจันทร์เป็นโรงแรมที่พักของชาวต่างประเทศ ซึ่งจะมาร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติและต่อมาในระหว่างที่
ม.ธ.ก. ถูกทหารยึดครองในปี 2494 ก็มีข่าวว่าทหารจะซื้อ ม.ธ.ก. ด้วยราคา 5 ล้าน
เรื่องขอซื้อธรรมศาสตร์ด้วยเงิน 5 ล้านนี้ พล.ท.สวัสดิ ส.สวัสดิเกียรติ ผู้รักษาการแทนผู้ประศาสน์การ
ซึ่งเป็นรัฐประหารคนสำคัญได้ให้ความเห็นว่า "ควรขาย"
แต่นักศึกษาคนหนึ่งไปเห็นหนังสือ
"ลับมาก" ของบประมาณเพื่อซื้อธรรมศาสตร์ เรื่องจึงเกิดแดงขึ้น นักศึกษาถ่ายทอดกันปากต่อปาก
ในที่สุด หนังสือพิมพ์หลายฉบับเปิดเผยเรื่องการซื้อธรรมศาสตร์ ทำให้นักรัฐประหารต้องชะงัก
ต่อมาพอวันที่ 14 สิงหาคม 2494 พล.ท.สวัสดิ ส.สวัสดิเกียรติ ผู้รักษาการแทนผู้ประศาสน์การ
ก็ออกคำสั่งห้ามผู้นำนักศึกษา 9 คน ได้แก่ ทวีป วรดิลก ลิ่วละล่อง บุนนาค ประจวบ
อัมพะเศวต อาทร พุทธิสมบูรณ์ ปริญญา ลีละศร อารีย์ อิ่มสมบัติ และพรชัย แสงชัจจ์
ห้ามเข้าบริเวณมหาวิทยาลัย และต่อมาก็มีคำสั่งลบชื่อนักศึกษา 5 คน ได้แก่ ทวีป
วรดิลก ลิ่วละล่อง บุนนาค ประจวบ อัมพะเศวต อาทร พุทธิสมบูรณ์ ปริญญา ลีละศร
ส่วนในด้านอาจารย์มหาวิทยาลัย ภายหลังกรณีกบฎวังหลวงในปี 2492 อาจารย์และนักศึกษาหลายคนถูกจับในข้อหากบฎ
ดร.ทองเปลว ชลภูมิ และดร.ทวี ตะเวทีกุล อาจารย์ 2 คนถูกประหาร นายวิจิตร ลุลิตานนท์
ดร.อุไภย พินธุโยธิน และดร.เดือน บุนนาค ถูกคุมตัว เมื่อปล่อยตัวออกมา นายวิจิตร
ลุลิตานนท์ และดร.อุไภย พินทุโยธิน ก็ต้องลาออกจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย
ขุนประเสริฐ ศุภมาตรา อาจารย์ประจำคนหนึ่งเข้ามาเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลับ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็น
ดร.วิบูลย์ ธรรมวิทย์ แล้วต่อจากนั้นจึงให้นายฉัตร ศรียานนท์ น้องชาย พล.ต.อ.เผ่า
ศรียานนท์ เข้าเป็นเลขาธิการแทน ต่อมาสมัยจอมพลสฤษดิ์ฯ จึงให้นายอดุล วิเชียรเจริญ
เป็นเลขาธิการ
นายฉัตร ศรียานนท์ ผู้นี้เคยถูกขุนประเสริฐ ศุภมาตรา ร้องเรียนว่า "ข้าพเจ้าจำเป็นต้องกล่าวโทษนายฉัตร
ศรียานนท์ ให้พ้นตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัย เพราะว่า พื้นความรู้ของนายฉัตร
ศรียานนท์ เพียงสอบไล่ตกมัธยม 7 และที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งนายฉัตรเป็นนิติศาสตร์บัณฑิตกิติมศักดิ์ก็ไม่ถูกต้อง
อีกตอนหนึ่ง
"อั๊วว่า หนังสือพิมพ์อิสระต้องได้ทุนจากจอมพลแปลก หรือเผ่า เพื่อมาทำลายอั๊ว"
เดลิเมล์อ้างคำพูดของจอมพลสฤษดิ์
หนังสืออิสระนั้นเรียก ผู้อำนวยการเดลิเมล์ว่า "นายแสง แซ่แฮ่" และหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว
จึงตอบโต้โดยล้อมกรอบข้อความในอิสระฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 2501 ทันที
"ฟัง ! สฤษดิ์ ธนะรัชต์"
หนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์ลงข่าวให้สัมภาษณ์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรียกหนังสืออิสระว่า
"สิ่งพิมพ์เลว! "
เราเสียดายและเสียใจที่คนชั้นจอมพลผู้บัญชาการทหารสูงสุดยามสงบ หัวหน้าทหารใหญ่
หัวหน้าพรรคชาติสังคม มีอำนาจนอกกฎหมายเหนือนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ได้ทำตนให้ไม่มีความหมายสำหรับประชาชนของเราไปเสียแล้ว
"ฟัง ! สฤษดิ์ ธนะรัชต์ " ในฐานที่อั๊วกับลื้อเป็นคนไทยเหมือนกัน แต่ลื้อไม่มีเลือดไทยติดสันดาน
หลักฐานของลื้อแน่ไหม ถ้าแน่ขอให้แสดงโดยเปิดเผยภายใน 24 ชั่วโมง มิฉะนั้น อั๊วจะประนามลื้อว่าเป็นอ้ายหมา
500 ชาติ"
ปฏิบัติการของกองทัพอีเตอร์ที่ พณฯท่าน จอมพลสฤษดิ์ ส่งเข้าโจมตีสำนักพิมพ์อิสระ
เป็นการโจมตีตามแผนยุทธการอันครบถ้วน
พอรถจอดยังไม่ทันสนิท คนในชุดแต่งการคล้ายทหารก็กรูกันเข้าไปในโรงพิมพ์ ทำลายทุกสิ่งในโรงพิมพ์นั้น
พลอีเตอร์ฟาดลงที่แท่นพิมพ์ ที่ฟันเฟือง ที่ลูกกาว ฐานแท่นพิมพ์พลิกไม่เป็นท่า
ชั่วเวลาแผล็บเดียวแท่นพิมพ์หลายยี่ห้อที่ตั้งเรียงกันเป็นตับ 6-7 แท่นก็ป่นปี้หาชิ้นดีไม่ได้
"คุณรู้หรือเปล่าว่า ใครเป็นคนสั่งให้บุกรุกทำลายทรัพย์สินของคุณ"
สารวัตรอรุณ ถามประยูร ชื่นประดิษฐ์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์อิสระ
"รู้ซิครับ คนที่สั่ง คือ จอมพลสฤษดิ์"
"เฮ้ย ! นั่นมันนายอั๊วนี่หว่า อั๊วไม่รับแจ้งความโว้ย"
อีกตอนหนึ่ง
วิมานสีชมพู จะกล่าวว่า ชีวิตรักอันฟุ่มเฟือยเป็นประวัติการณ์ของจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชติ์ อาจพูดได้ว่ามีทั้งเมียและนางบำเรอนับไม่ถ้วน ยิ่งเสียกว่าจอมจักรพรรดิที่มีนางในฮาเร็มเป็นร้อยเป็นพัน
แต่ที่มีผู้ทำการสำรวจกันนับจำนวนอนุภรรยาได้ประมาณสองร้อย โดยไม่นับนางบำเรอเพียงครั้งสองครั้งที่มีจำนวนนับไม่ถ้วน
จอมพลสฤษดิ์ ฯ มีฮาเร็มเฉพาะที่รู้กันทั่วไปอย่างน้อยก็ 2 แห่ง คือ ที่กองพลที่
1 หรือที่เรียกกันว่า "วิมานสีชมภู" เพราะวิมานแห่งนี้ทาบด้วยสีชมพูที่ท่านชอบ
ทุกสิ่งทุกอย่างในคฤหาสน์ล้วนประดับประดาด้วยสีชมภูทั้งสิ้น ซึ่งส่วนใหญ่ท่านจะใช้ชีวิตสำเริงสำราญ
ณ ที่แห่งนี้ อีกแห่งหนึ่งอยู่ที่บางพูน ปทุมธานี
ตัวอย่าง อนุภรรยาของท่าน เช่น
ทหารหญิง อนุคนหนึ่ง
นางงามวชิราวุธ อนุอีกคนหนึ่ง
เทพีแห่งตรัง อนุนักเรียน
อีกตอนหนึ่ง
สั่งประหารกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ตามรายงานการสอบสวน รวม วงศ์พันธ์ เป็นบุคคลสำคัญมากของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
มีตำแหน่งเป็นกรรมการกลางและอยู่ในกรมการเมืองด้วย เคยไปศึกษาที่สถาบันลัทธิมาร์กซเลนิน
ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ พ.ศ. 2492
ในภายหลังที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ให้นำเข้าพบ ได้มีการโต้ตอบกันอย่างรุนแรงรวม
ไม่ยอมอ่อนข้อให้เมื่อถูกหาว่าเป็นคนขายชาติ จึงได้ย้อนกลับว่า จอมพลสฤษดิ์ ฯ
นั่นแหละเป็นคนขายชาติให้แก่อเมริกา ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ฯ โกรธเป็นไฟ สั่งให้ใช้มาตรา
17 ทันที รวม จึงถูกสั่งประหารเมื่อ 24 เมษายน 2505
ผู้เข้าร่วมเหตุการณ์ในวันประหารชีวิตเล่าว่า รวม เดินเข้าสู่ลานประหารอย่างไม่สะทกสะท้าน
รวม ไม่ยอมให้ผูกตา แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าจะต้องผูกตาตามระเบียบ รวม จึงยอมให้ผูก